| tar's profileT@rT@'s |3l๐gPhotosBlog | Help |
|
November 24 น้ำอุ่นกับสุขภาพคราวนี้เอาบทความสั้นๆมาให้อ่านบ้างนะครับ อิอิ เห็นว่าน่าสนใจ ลองอ่านดูนะครับ
การฟื้นฟูสุขภาพด้วยมหัศจรรย์น้ำอุ่น
คงต้องยอมรับว่า “น้ำ” นั้นเป็นธรรมชาติที่สุดแสนมหัศจรรย์ น้ำเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของร่างกายมนุษย์ และถูกใช้ในกิจการต่างๆ อีกจิปาถะมากมายหลายเรื่อง แต่หลายคนคงไม่รู้ว่า น้ำยังสามารถช่วยฟื้นฟูสุขภาพได้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “น้ำอุ่น” บัญชา เขมธร คือหนึ่งที่ในผู้ที่เคยป่วย มีร่างกายอ่อนแอ แต่เมื่อหันกลับมาใช้น้ำอุ่นในการบำบัดรักษาก็สามารถฟื้นฟูสุขภาพให้กลับคืนมาได้ กระทั่งตัดสินใจเขียนหนังสือชื่อ “มหัศจรรย์น้ำอุ่น” เพื่อเผยแพร่ความรู้เป็นวิทยาทานให้กับคนอื่นๆ ด้วย อาจารย์บัญชาเล่าให้ฟังว่า ร่างกายมีปัญหาจากโรคภูมิแพ้เป็นอย่างมาก ยิ่งตอนที่ทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ในห้องแล็บด้วยแล้ว อาการยิ่งหนัก เวลานอนจะทรมานมาก จนบางครั้งต้องเปลี่ยนไปนั่งแทน ถ้าอากาศเปลี่ยนเมื่อไหร่เป็นต้องกำเริบ อย่างไรก็ตาม กระทั่งได้มาใกล้ชิดกับอาจารย์ประกายเพชร ทองพิทักษ์ ซึ่งเป็นพี่สะใภ้ก็เลยได้ความรู้ “การดื่มน้ำอุ่นเป็นเรื่องที่หลายคนรู้สึกไม่รื่นรมย์ที่จะดื่ม เพราะรู้สึกโหวงๆ เหมือนไม่ได้น้ำ คนเราเวลาเหนื่อยๆ ทำงานหนักๆ มาพอได้น้ำเย็นแล้วจะรู้สึกสดชื่นมากกว่า คนก็เลยไม่อยากที่จะดื่ม” อาจารย์บัญชาแนะนำเพิ่มเติมว่า การดื่มน้ำอุ่นที่ถูกต้องจะต้องดื่มตามสูตร คือ ตี 5 ตื่นมา ดื่มน้ำอุ่นประมาณ ลิตรครึ่งประมาณนั้น คนร่างเล็กหน่อยอาจจะลิตรหนึ่ง 200 ซีซี หรือจะดื่มมากกว่านั้นก็ได้ขอให้เป็นรวดเดียวหมดภายใน 2-3 อึดใจ โดยไม่ต้องชักปากออกจากกระบอกน้ำเลย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีปัญหา ไม่สามารถดื่มตามสูตรได้ ในระยะเริ่มแรกก็จะต้องใช้ความพยายามสักหน่อย เริ่มต้นจากทีละนิดก่อน เช่น ดื่มน้ำอุ่น 1 ลิตรครึ่งภายใน 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ น้ำอุ่นมันเป็นน้ำที่ไม่ให้โทษแก่ร่างกาย จะดื่มเท่าไหร่ก็ได้ไม่มีปัญหา เพราะต้องไม่ลืมว่าอุณหภูมิของร่างกายเรานั้นอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียสโดยประมาณ เมื่อเราดื่มน้ำอุ่นเข้าไปความร้อนของร่างกายก็จะไม่กระทบกระเทือน ร่างกายไม่ต้องผลิตความร้อนขึ้นมาเพื่อให้กับน้ำที่เราดื่มเข้าไป แต่ถ้าเป็นน้ำเย็นดื่มเข้าไปมากเท่าไหร่ ร่างกายจะต้องใช้ความร้อนมากขึ้นตามจำนวนน้ำเย็นที่เราดื่มเข้าไปเพื่อปรับอุณหภูมิน้ำนั้นให้เข้ากับ “น้ำที่เราดื่มเข้าไปตอนเช้าตามสูตรจะมีผลต่อระบบทางเดินอาหารโดยตรง โดยจะเข้าไปชำระล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ที่มีอยู่ในร่างกายออกมา แต่ที่ต้องไม่ลืมก็คือ การรับประทานอาหารเช้า เพราะว่าเราเพิ่งล้างทางเดินอาหารอยู่หยกๆ กำลังใหม่ๆ เมื่อเรากินอาหารเข้าไปน้ำย่อยบริบูรณ์ ทางเดินสะอาด การดูดซึมก็ง่ายขึ้น ซึ่งการย่อยที่ดีขึ้นนัน้ ทำให้เราได้รับประโยชน์จากการรับประทานอาหารที่กินเข้าไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อาหารกลางวันรองลงมา ส่วนอาหารเย็นอาจจะไม่จำเป็น “การที่เราดื่มน้ำตามสูตร จะทำให้เราเป็นผู้มีน้ำเต็ม ร่างกายจะมีความเอิบอิ่ม ไม่ขี้โมโหง่าย ราศีเปล่งออกมาอย่างเต็มที่ การเคลื่อนไหวจะไม่มีการติดขัด เส้นเอ็น เนื้อหนังมังสายืดหยุ่นได้ตามสภาพ พร้อมใช้งานได้ทุกชนิด และต้องบอกว่า การดื่มน้ำอุ่นที่จริงแล้วคือการล้างพิษนั่นเอง โรคเกาท์เอย ความดันสูงเอย คอเลสเตอรอลสูงเอย เหล่านี้เป็นผลมาจากการขาดน้ำทั้งนั้น” นอกจากนั้น อาจารย์บัญชายังให้คำแนะนำว่า น้ำเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ทำให้น้ำเป็นโทษต่อร่างกาย เช่น ต้องไม่นั่งเฉยๆ เพราะจะทำให้น้ำท่วมไตได้ หรือ อย่ากลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ เพราะจะเป็นการขัดขวางกระบวนการทำงานของร่างกาย ซึ่งจะทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาได้ ...และที่อยากฝากทิ้งเอาไว้ก็คือ คนที่อยากอายุยืนยาว ต้องเริ่มต้นด้วยน้ำ จากนั้นปรับธาตุอาหารให้ดี ฝึกจิตใจให้ดี เพียงแค่นี้ชีวิตก็จะอยู่ได้นานโดยที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินทองไปสรรหายาต่างๆ มารับประทานแต่อย่างใด
ที่มา : โดยผู้จัดการออนไลน์ 24 พฤศจิกายน 2548 10:04 น. November 22 สุดยอดมหาวิทยาลัยในเอเชียประจำปีนี้การจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกประจำปี 2005 โดยสิ่งพิมพ์ด้านการศึกษาของประเทศอังกฤษ “เดอะ ไทมส์ ไฮเออร์ เอยูเอชั่น ซัปพลีเมนต์” เมื่อปลายเดือนตุลาคม มีรายชื่อมหาวิทยาลัยในทวีปเอเชียติด 20 อันดับแรกอยู่เพียง 2 แห่งเท่านั้น คือ มหาวิทยาลัยปักกิ่งของจีนที่เลื่อนขึ้นจากเดิมอันดับที่ 17 มาเป็นอันดับที่ 15 ตามมาด้วยมหาวิทยาลัยโตเกียวของญี่ปุ่นที่หล่นจากปีก่อนในอันดับที่ 12 มาอยู่ที่อันดับ 16 ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า นิตยสารฉบับดังกล่าวยกให้มหาวิทยาลัยปักกิ่งเป็นสุดยอดมหาวิทยาลัยในเอเชียประจำปีนี้
มหาวิทยาลัยปักกิ่งได้เป็นสถานที่บ่มเพาะประสบการณ์การทำงานทั้งในส่วนงานการศึกษาและด้านการบริหารแก่ชนชั้นหัวก้าวหน้าที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น อาทิ เฉินตู๋ซิ่ว หลี่ต้าเจา เหมาเจ๋อตง หลู่ซวิ่น หูเจ้า ฯลฯ ทั้งยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของกลุ่มแนวคิดใหม่เพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคม เป็นบ่อเกิดและสถานที่หล่อหลอมจิตวิญญาณลัทธิมาร์กซ์และประชาธิปไตย และฐานกำลังทางความคิดในการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติจีนยุคบุกเบิกในกาลต่อมา ดังนั้นมหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงมีบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองและสังคมของประเทศจีนอย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งหลังการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ.1949 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศได้มีการปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาให้เป็นระบบมากขึ้น มหาวิทยาลัยปักกิ่งก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีการปรับปรุงโครงสร้างให้เป็นมหาวิทยาลัยสหวิชาที่มีการศึกษาและวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เป็นพื้นฐานอย่างเต็มตัว ทั้งนี้ ได้ผลิตนักวิชาการชั้นแนวหน้าในวงการศึกษาของจีนและมีผลงานวิจัยในสาขานี้ออกมามากมาย ยังมีนักการเมืองที่มีชื่อเสียงโดดเด่นในขณะนี้ นายป๋อซีไหล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นนักศึกษาเป่ยต้าในคณะประวัติศาสตร์ระหว่างปีค.ศ.1978-1981 ในวงการธุรกิจต่างประเทศ อาทิ ประธานกรรมการบริหารบริษัทซอฟต์แวร์ที่มีชื่อเสียง LANDESK ควบรองประธานกรรมการบริหารของ Symantec หวังจั๋ว ผู้จบจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งคณะคอมพิวเตอร์ในช่วงปีทศวรรษที่ 80 ของศตวรรษที่แล้ว สตีฟ เดวิส ซีอีโอเว็บเสิร์ช Corbis คลังภาพข่าวที่ใหญ่ที่สุดในอินเทอร์เน็ตก็เคยเป็นนักศึกษาต่างชาติที่เป่ยต้า เป็นต้น หมายเหตุ November 11 นานาสาระกับ*ยางรถยนต์* คราวนี้มาว่ากันเรื่องของยางรถยนตร์บ้างนะครับ เป็นบทความนานแล้ว แต่น่าอ่าน ยังไงก้ออ่านดูนะครับ..................................การใช้ยางรถยนต์ไม่ใช่แค่ใส่ยางเข้ากับกระทะล้อแล้วจบ แต่ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกไม่น้อย เพื่อช่วยให้ยางมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดอายุการใช้งาน และเพิ่มความปลอดภัยตลอดการขับ
ยางใหม่ต้อง "รัน - อิน"
ไม่เฉพาะรถยนต์และเครื่องยนต์เท่านั้น ที่จะต้องมีการรัน-อิน ยางใหม่ก็เช่นกันในช่วง 100 - 200 กิโลเมตรแรก ควรใช้ความเร็วไม่เกิน 80 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อให้โครงสร้างแก้มยาง และหรน้ายางมีการปรับตัว เพราะยางทุกเส้น ถูกผลิตออกมาให้รับกับมุมแคมเบอร์ของล้อเท่ากับ 0 คือตั้งฉากกับพื้น แต่รถยนต์ทุกคันไมได้มีมุมแคมเบอร์เท่ากับ 0 มีทั้งแบะหรือหุบ ในช่วงแรกจึงต้องใช้เวลาให้หน้ายางสึกปรับตัวรับกับศูนย์ล้อ ต้องถ่วงล้อ เพราะยางต้องหมุนนับพันรอบต่อนาที โดยเฉพาะล้อคู่หน้าที่มีการเลี้ยงด้วยจึงต้องมีการถ่วงสมดุล เพราะถ้าล้อคู่หน้าไมได้สมดุล มักมีอาการพวงมาลัยสั่นในบางช่วงความเร็ว และทำให้ลูกปืนล้อหรือช่วงล่างมีอายุการใช้งานสั้นลงด้วย เมื่อเปลี่ยนยางใหม่ หรือถอดยางออกจากระทะล้อ เพื่อสลับยางหรือเปลี่ยนยาง ต้องมีการถ่วงสมดุลใหม่เสมอ เมื่อใช้งานไปสัก 40 - 50 % ของอายุการใช้งานยาง ควรถอดมาถ่วงสมดุล เพราะการสึกหรออาจไม่สม่ำเสมอกัน ถ้าใช้วิธีถอดกระทะล้อออกมาถ่วงสมดุล แล้วยังมีอาการสั่นของพวงมาลัยบางช่วงความเร็ว ต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีถ่วงแบบจี้ คือ ไม่ต้องถอดล้อออกจากรถยนต์เป็นการถ่วงสมดุลกระทะล้อ , ยาง , จานดิสก์เบรก , เพลาขับ , ลูกปืนล้อ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง แต่โดยทั่วไป การถอดล้ออกมาถ่วงภายนอกก็เพียงพอแล้ว น้องลมยาง....ศัตรูหมายเลข 1 ของยางรถยนต์ แรงดันลมมาตรฐานของยางรถยนต์ทุกรุ่น มีระบุไว้บนสติ๊กเกอร์ที่ตัวรถยนต์หรือคู่มือประจำรถยนต์ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 28 - 32 ปอนด์/ตารางนิ้ว (PSI) สำหรับรถยนต์นั่ง การวัดแรงดันลมยาง ต้องใช้มาตรฐานที่ได้มาตรฐานและวัดตอนที่ยางเย็นหรือร้อนไม่มาก (ขับไม่เกิน 2-36 กิโลเมตร) การเติมและวัดลมยางตามปั๊มน้ำมันพร้อมเติมน้ำมันฯ ก็สะดวกดี แต่เมื่อยางร้อนแล้วต้องเผื่อแรงดันที่วัดได้ ว่าจะเกินจากมาตรฐานสัก 1-2 ปอนด์ เสียเวลาถามผู้ที่วัดลมยางให้ว่า ยางเส้นไหนมีระดับแรงดันลมยางต่ำกว่าเส้นอื่นมากๆนั่นแสดงว่ามีปัญหารั่วซึม ไม่ควรใช้สายตาในการเดาแรงดันลมยาง โดยดูจากการยุบตัวของแก้มยางเพราะแม้ลมยางจะอ่อนลง 10 ปอนด์/ตารางนิ้ว ก็อาจจะมองไม่เห็นด้วยความแตกต่าง มาตรวัดแรงดันลมตามปั๊มน้ำมันมักถูกใช้งานหนัก อาจแสดงค่าผิดเพี้ยนควรซื้อมาตรวัดแรงดันลมส่วนตัวไว้ และต้องเลือกแบบที่มีมาตรฐาน ราคาแพงสักหน่อยแต่ว่าได้ค่าที่แม่นยำกว่า ปั๊มหรือเครื่องมือเติมลมส่วนตัวมี 2 แบบหลัก คือ แบบเท้าเหยียบ ควรซื้อแบบลูกสูบ๕จะรวดเร็วและเบาแรงกว่าหรือแบบปั๊มไฟฟ้าเสียบกับที่จุดบุหรี่ในรถยนต์ แต่อาจจะไม่จำเป็นสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยได้ดูแลรถยนต์ด้วยตัวเอง หากละเลยการตรวจสอบลมยาง มักเกิดปัญหาแรงดันลมน้อย - ยางอ่อน ทำให้แก้มยางมีการบิดตัวมากและร้อนง่าย สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น และอัตราเร่งลดลง จากแรงต้านการหมุนที่เพิ่มขึ้น และหากลมยางอ่อนมากๆ จะทำให้โครงสร้างภายในเสื่อมสภาพเร็วขึ้น และมีการสึกหรอบริเวณนอกซ้าย - ขวา ของหน้ายางมากกว่าแนวกลาง บางคนอาจจะคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเติมยางเกินไว้น่าจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องตรวจสอบบ่อยๆ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะแรงดันลมยางที่มากเกินไปทำให้ประสิทธิภาพการเกาะถนนลดลง จากหน้าสัมผัสที่ลดลง กระด้าง และถ้าลมยางแข็งมากๆ จะเสี่ยงต่อการระเบิด และมีการสึกหรอบริเวณแนวกลางมากกว่าริมนอกซ้าย-ขวา เดินทางไกล อย่าลืม...เติมแรงดันลมเพิ่ม ควรเติมแรงดันลมยางแข็งกว่าปกติ 2 - 3 ปอนด์/ตารางนิ้ว เพื่อป้องกันยางร้อนมาก หรือแรงดันลมสูงเกินไปจนระเบิด อาจตรงข้ามกับความคิดผิดๆที่ว่า เมื่อเดินทางไกลยางหมุนด้วยความเร็วสูงและต่อเนื่อง ยางน่าจะร้อนและมีแรงดันลมเพิ่มขึ้น จากหลักการของก๊าซ อากาศร้อนจะขยายตัว ทำให้แรงดันลมเพิ่ม จึงคิดว่าน่าจะลดแรงดันลมลงจากปกติ ซึ่งผิด หากมีการลดแรงดันยางลงในขณะที่เดินทางไกล ยางจะกลับร้อนและมีแรงดันสูงมาก เพราะแก้มยางจะบิดตัวมากจนร้อน และทำให้แรงดันลมสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว วิธีที่ถูกต้อง คือ เพิ่มแรงดันลมขึ้น 2 - 3 ปอนด์ เพื่อป้องกันการเปิดตัวของแก้มยางมากจนร้อน เป็นการป้องกันล่วงหน้า เช่น ยางที่มีแรงดันลม 32 ปอนด์ มากกว่าปกติ 2 ปอนด์ เมื่อเดินทางไกลอาจจะมีแรงดันลมเพิ่มขึ้นจากความร้อนเพียง 2 ปอนด์ แต่ถ้าแรงดันลมเหลือ 28 ปอนด์ ยางจะบิดตัวมากและร้อนมากกว่าอาจมีแรงดันลมเพิ่มขึ้นถึง 5 - 6 ปอนด์ และก็เป็นลมที่มีความร้อนสูงกว่าการเติมลมแรงดันสูงเผื่อไว้ เบียดทางเท้า ระวังแก้มยาง การเข้าจอดเลียบทางเท้าหรือทางที่มีขอบสูง ระวังแก้มยางไปเบียด ทั้งในขณะจอดหรือจอดเบียดแก้มยางทิ้งไว้ เพราะจะทำให้แก้มยางบวมหรือรั่ว ซึ่งไม่สามารถซ่อมแก้มยางให้ใช้งานได้ปกติเหมือนหน้ายางรั่วได้ ต้องเปลี่ยนเส้นใหม่เท่านั้น สลับยาง ทุก 10,000 กิโลเมตร ควรสลับยางพร้อมกระทะล้อหน้า - หลังในแต่ละด้าน เพื่อให้มีการสึกหรอใกล้เคียงกันทั้ง 4 เส้น เพราะยางคู่ที่ใส่กับล้อขับเคลื่อนจะมีการสึกหรอมากกว่ายางอีกคู่หนึ่ง อย่าลืมดูทิศทางการหมุนและถ่วงล้อใหม่ด้วย แนวทางการสลับยาง และระยะทางที่เหมาะสม มักทีกำหนดในคู่มือประจำรถยนต์ ถ้าไม่สลับยางแล้วมีการสึกหรอไม่เท่ากัน หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนยางครั้งละคู่หรือ 2 ล้อ เพราะทำให้ต้องเปลี่ยนสลับครั้งละคู่ไปเรื่อยๆเสียเวลาและไม่ถูกต้อง ในการเปลี่ยนยาง ไม่ควรใช้ยางต่างรุ่นดอกกันในแกนล้อเดียวกันเพราะประสิทธิภาพการเกาะถนนจะแย่ลง ควรใช้ยางขนาดเดียวกันและรุ่นเดียวกันทั้ง 4 ล้อ หมั่นตรวจสอบการสึกหรอของดอกยาง
นอกจากตรวจสอบความลึกของดอกยางและสลับตามระยะทางแล้ว ยังควรหมั่นสังเกตการสึกหรอที่ผิดปกติตลอดหน้ายาง ซึ่งมีหลายลักษณะ ถ้าหน้ายางสึกเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง แสดงว่าศูนย์ล้อผิดปกติ แต่ถ้ามีการสึกไม่เรียบเสมอกันตลอดหน้ายาง หรือสึกเป็นบั้งๆอาจเกิดจากระบบช่วงล่างควรรีบแก้ไข เพราะมีผลต่ออาการทรงตัวของรถด้วย ไม่จอดทิ้งไว้นาน รถยนต์ที่ใช้งานน้อย จอดนิ่งอยู่กับที่น้ำหนักของตัวรถทั้งหมดจะกดลงสู่ยางแต่ละเส้นในจุดเดียว โครงสร้างภายในและแก้มยางจะมีการยืดตัวและเสียความหยืดหยุ่น ยิ่งจอดนิ่งนานๆโครงสร้างของยางยิ่งมีโอกาสเสียง่ายขึ้น ถ้าต้องจอดนานมากทุก 1 สัปดาห์ต้องสตาร์ทเครื่องและนำรถออกไปแล่นอย่างน้อย 2 - 3 กิโลเมตร หรือเดินหน้าถอยหลัง 5 - 10 เมตรหลายๆครั้ง เพื่อให้แก้มยางและโครงสร้างของยางมีการขยับตัว น้ำยาเคลือบ สวยแต่ต้องระวัง เป็นเรื่องปกติที่คนไทยที่รักสวยรักงาม น้ำยาเคลือบแก้มยางเพื่อเพิ่มความสวยงาม น้ำยาบางชนิดมีฤทธิ์ต่อเนื้อยาง ทำให้บวมหรือเปื่อยในระยะยาว ควรเป็นสารประเภทซิลิโคนจะปลอดภัยกว่า เมื่อไรหมดสภาพ ยางหมดอายุได้ในหลายลักษณะหลัก เช่น ดอกหมด , ไม่เกาะ , เนื้อแข็ง , โครงสร้างกระด้าง , แตกปริ , แตกลายงา , เสียงดัง หรือแก้มยางบวม เกิดขึ้นเพียงลักษณะเดียวหรือควบคู่กันก็ถือว่าหมดอายุ ไม่จำเป็นต้องดอกหมดแล้วยางถึงจะหมดสภาพเสมอไป เพราะความลึกของดอกยางเกี่ยวข้องกับการรีดน้ำ ฝุ่น และโคลนเป็นหลัก ส่วนประสิทธิภาพการเกาะถนนและการทรงตัว ขึ้นอยู่กับความแข็งของเนื้อยางและโครงสร้างภายใน ยางรถยนต์ส่วนใหญ่จะเริ่มแข็งตัวขึ้นทีละนิด แต่จะรู้สึกได้ชัดเจนเมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่ง (ประมาณ 1 ปีหรือ 20,000 กิโลเมตร) ตามพื้นฐานของผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยางที่แพ้ความร้อน เมื่อเนื้อยางแข็ง ดอกยางก็ไม่ค่อยสึก แต่แรงเสียดทานระหว่างหน้ายางกับผิวถนนจะลดลง หากเปรียบเทียบอัตราการสึกของดอกยางต่อระยะทาง แทบไม่มียางรุ่นไหนที่ดอกสึกเร็วขึ้นเมื่อผ่านการใช้งานไปแล้ว ส่วนใหญ่มักจะสึกช้าลงหรือแทบไม่สึกเลยเมื่อเนื้อยางแข็งกระด้างเต็มที่ เราสามารถทดสอบง่ายๆโดยใช้เล็บจิกลงบนเนื้อของหน้ายางเก่า เปรียบเทียบกับยางใหม่ๆเนื้อยางเก่ามักแทบจิกไม่ลง อายุการใช้งานของยางสำหรับเมืองไทย เฉลี่ยประมาณ 3 ปี หรือ 50,000 - 60,000 กิโลเมตร ก็ถือว่ายางเสื่อมสภาพแล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและลักษณะการใช้งาน ถ้าใช้งานเกินระยะทางข้างต้น ควรพิจารณาอย่างละเอียดว่าสภาพของยางดีหรือไม่ เพราะพบว่ายางรถยนต์หลายรุ่นสามารถใช้งานได้นานกว่านั้น ควรหลีกเลี่ยงยางเก่าเก็บ เพราะจะทำให้ระยะเวลาในการใช้ยางสั้นลงไปอีก ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ October 31 นานาสาระกับระบบ*เบรค*พอดีไปอ่านเจอมา ความรู้จากคุณปรีชานั่นเอง ใครจะไม่ได้ก้อว่าง่ายๆ เป็นฮีโร่ทุบน้องจูนฯ(ฟอจูนเนอร์นั่นเอง fortuner...ขับไปเพิ่งดวงเบรคไป อิอิ) เป็นข้อความที่คุณปรีชาโพสในพันทิพย์นะคับ เห็นมีประโยชน์ยังไงก้ออ่านดูละกาน
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คุณปราณและทีมงานในคลับทุกท่านที่ทุ่มเทในการทดสอบเบรคในวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว น่าจะเป็นทางบริษัทรถของน้องจูน ออกมาชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่า โดยส่วนตัวแล้ว ผมขอบคุณ คุณปราณมากๆ ที่เสียสละในการประสานงานเรื่องสถานที่ และนำเสนอปัญหาเรื่องเบรคแก่ทางบริษัทรถดังกล่าว นับได้ว่าเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาเรื่องเบรค ต้องขอขอบคุณมาใน ณ ที่นี้ด้วย ผมมีเอกสารซึ่งได้แจกให้เพื่อนๆที่ไปร่วมทดสอบเบรคในวันเสาร์ที่ผ่านมา เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ แก่เพื่อนในคลับท่านอื่นๆอีก จึงขอให้เพื่อนๆ ศึกษาและทำความเข้าใจในการที่จะ "เบรคอย่างไรให้ระยะเบรคสั้นที่สุด"
"เบรคด้วยเบรค" ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า รถที่เบรคดี คือรถที่สามารถชะลอความเร็วจากความเร็วหนึ่งมาสู่ความเร็วหนึ่งได้เร็ว ส่วนระบบเบรคที่ดี คือ ระบบเบรคที่สามารถ เปลี่ยนพลังงานจลน์เป็นพลังงานความร้อนได้เร็ว และต้องสามารถคงและทนต่อสภาพอุณหภูมิที่สูงและช่วงอุณหภูมิที่กว้างได้นาน ดังนั้นรถที่เบรคดี กับระบบเบรคที่ดีมันเป็นคนละเรื่องกัน(เช่น ระบบเบรคติดรถของน้องจูนที่อาจจะมีไม่ดีแต่รถนั้นสามารถชลอความเร็วได้เร็วหรือหยุดได้เร็ว อันเนื่องมากจากการใช้ขนาดยางที่กว้างทำให้มีพื้นที่ผิวสัมผัสกับผิวถนนมากขึ้นจึงทำให้เกิดแรงเสียดทานระหว่างยางกับผิวถนนจึงทำให้รถหยุดได้เร็วขึ้นและระยะทางในการหยุดสั้นลง ดังจะเห็นได้จากรถคนสุดท้ายที่ทดสอบซึ่งใช้ขนาดยางกว้างถึง 285/35 และเปลี่ยนผ้าเบรคใหม่เมื่อนำมาทดสอบการเบรคได้ระยะเบรค 30.4 ม. ในครั้งที่ 1 และ 31.5 ม. ในครั้งที่ 2 ซึ่งจากระยะเบรคที่สั้นขึ้นนั้นสามารถเทียบเท่ากับรถที่มีการเปลี่ยนแปลงดิสเบรคหน้าและดิสเบรคหลังที่ 4 ล้ออันเนื่องมาจากแรงเสียดทานระหว่างยางกับผิวถนนที่มากขึ้นจึงทำให้รถหยุดได้เร็วขึ้นนั้นเอง) นอกจากนั้นคนขับรถที่เบรคดี ก็คือคนขับที่สามารถควบคุมรถให้สามารถหน่วงความเร็วลงมาได้เร็ว โดยที่รถมีความเสียหายน้อยที่สุด การเบรคด้วยเบรค คือ การเบรคโดยไม่ให้ยางเกิดอาการลื่นไถล นั้นคือการที่เมื่อเหยียบเบรคผ้าเบรคจะเสียดสีกับจานเบรคเพื่อเปลี่ยนพลังงานจลน์เป็นพลังงานความร้อน ส่วนยางนั้นเมื่อไม่เลื่อนไถลก็หมายความว่า จะไม่เกิดการเสียดสีกับผิวจึงไม่มีการเปลี่ยนพลังงาน “เบรคด้วยยาง” การเบรคด้วยยางคือ การที่ใช้ยางชะลอความเร็วเพียงอย่างเดียว เกิดขึ้นได้ด้วยการ“กระทึบ” เบรคอย่างแรง จนล้อล๊อคในทันทีทันใด เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็หมายความว่า ระบบเบรคจะไม่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงพลังจลน์เป็นพลังงานความร้อน (เพราะผ้าเบรคกับจานเบรคไม่มีการเสียดสี) แต่เมื่อล้อล๊อคแล้วก็ไม่ใช่ว่ารถจะหยุด รถลื่นไถลไปต่อ (เพราะแรงเสียดทานระหว่างผ้าเบรคกับจานเบรค มีมากกว่าแรงเสียดทานระหว่างยางกับผิวถนน) ยางจึงไถล(เสียดสี)ไปบนผิวถนน เมื่อยางเสียดสีกับผิวถนนก็หมายความว่ายางจะเป็นตัวเปลี่ยนพลังงานจลน์เป็นพลังงานความร้อนและพลังงานที่ใช้ในการทำให้ยางสึกอย่างไรก็ตามในสภาพความเป็นจริงแล้วควรจะใช้ทั้งเบรคและยางในการเบรคแต่จะเป็นอัตราส่วนเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับตัวรถ สภาพพื้นผิวถนนและสถานการณ์ “ผ้าเบรคที่ดีคืออะไร” ผ้าเบรคที่ดีนั้นคือ ผ้าเบรคที่คงสัมประสิทธิแรงเสียดทานสูงได้ในช่วงอุณหภูมิที่กว้างและสูงโดยที่เนื้อผ้าเบรคไม่มีการแตกร้าวหรือร่อน และยังคงสภาพเดิมได้ในทุกช่วงอุณหภูมิที่กว้างและสูง ซึ่งจากเหตุผลดังกล่าว น่าจะสอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับรถน้องจูนในกรณีที่เบรคจนผ้าเบรคร้อนแล้วรถมีอาการเบรคทื่อลื่นไถลไปต่อได้ ซึ่งอาจมีผลมาจากกระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานทำให้มี “อากาศ” หลงเหลืออยู่ในเนื้อผ้าเบรค เมื่อผ้าเบรคมีความร้อนเกิดขึ้นอากาศที่อยู่ในผ้าเบรคนั้นก็ขยายตัวทำให้ผ้าเบรคร้าวได้และเมื่อคนขับเหยียบเบรคปกติในขณะเบรคอาจจะรู้สึกว่าเบรคมีการยุบตัวและรู้สึกถึงอาการเลื่อนไถลของตัวรถจึงต้องย้ำเบรคหนักขึ้น รถจึงหยุดลง ซึ่งตรงนี้ผมได้รับคำอธิบายจากเพื่อน ๆ ในคลับที่มีความรู้เกี่ยวกับการผลิตเบรคอย่างดี ต้องขอขอบคุณมานะที่นี้ ส่วนเรื่องการวิเคราะห์ถึงปัญหาที่อาจจะมาจากผ้าเบรคร้าวคงได้รับคำวิเคราะห์อย่างละเอียดจากคุณ Mamos ต่อไป ซึ่งโดยส่วนตัวผมแล้วประสบกับปัญหาผ้าเบรคบวมหรือร้าว ตั้งแต่ไม่ถึง 10,000 กิโลเมตรในครั้งแรก ผ้าเบรคร่อนออกมาจนเหลือแต่เหล็ก และครั้งที่ 2 ก็พบว่าผ้าเบรคร้าว หลังจากใช้ไป 10,000 กิโลเมตรอีกครั้ง ซึ่งขณะที่ใช้อยู่นี้ได้ทำการเปลี่ยนผ้าเบรคใหม่เป็นครั้งที่ 3 ทั้งที่รถวิ่งแค่ 21,000 กิโลเมตร โดยไม่ใช้ผ้าเบรคของบริษัทผู้ผลิต และเปลี่ยนผ้าเบรคยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งทำให้ระยะเบรคสั้นลงและความรู้สึกอาการเบรคทื่อและลื่นไถลได้หมดไป “แค่เกือบล๊อค” น่าจะดีที่สุด จากทั้งหมดจะสรุปได้ว่า ถ้าจะเบรคให้ได้ระยะทางและระยะเวลาสั้นนั้น ควรจะใช้ทั้งยางและเบรคในการเบรค ซึ่งหมายความว่า เบรคให้แรงจนล้อเกือบจะล๊อคนั้นเองซึ่งจะส่งผลให้ยางลื่นไถลเล็กน้อย (ไม่ไถล 100 %) แต่เปอร์เซ็นต์ในการไถลของยางนั้นจะเป็นเท่าใดก็ยอมขึ้นอยู่กับคุณภาพของยางซึ่งหมายถึงปริมาณแรงเสียดทานระหว่างยางกับผิวถนน เมื่อได้จุดพอดีแล้ว จุดนี้แหละคือจุดที่เราสามารถชะลอความเร็วได้มากที่สุด แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทักษะในการเบรคของแค่ละคนรวมถึงสภาพถนนและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผมคิดว่า ปัญหาเรื่องเบรคที่ไม่ค่อยอยู่นี้ กำลังจะคลีคลายลงในระยะเวลาอันใกล้นี้แต่ทั้งนี้ผมขอบอกถึงบริษัทผู้ผลิตรถของน้องจูน ให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม( หากไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถก็ควรนึกถึงเด็กนักเรียนข้ามถนนบ้างว่าจะเกิดอันตรายแค่ไหน หากผ้าเบรคของน้องจูนมีปัญหาทำให้เบรคไม่อยู่) ผมขอคัดลอก นโยบายของบริษัทท่านมาเปิดเผยให้เพื่อน ๆ ซึ่งคงได้รับเหมือนผมที่ว่า “บริษัทฯ มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยสูงสุด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ภายใต้นโยบาย “ความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง” และ “ลูกค้า คือคนสำคัญที่สุด” ซึ่งส่วนตัว ผมคิดว่า บริษัทและพนักงานของท่านกลับทำตรงกันข้ามกับนโยบายของบริษัทที่ท่านให้ไว้แก่ผู้ซื้อรถบริษัทของท่าน ทั้งนี้ผมคิดว่าท่านน่าจะออกมาชี้แจงถึงปัญหาเรื่องผ้าเบรคทีเกิดขึ้นโดยด่วน ด้วยความห่วงใย และตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้รถของเพื่อน ๆ ทุกคนในคลับ ปรีชา จากคุณ Preecha [ xxx11.5.28 ] เมื่อวันที่ 27 กันยายน 48 เวลา 16:43:49 |
|
|