| tar's profileT@rT@'s |3l๐gPhotosBlog | Help |
|
October 31 นานาสาระกับระบบ*เบรค*พอดีไปอ่านเจอมา ความรู้จากคุณปรีชานั่นเอง ใครจะไม่ได้ก้อว่าง่ายๆ เป็นฮีโร่ทุบน้องจูนฯ(ฟอจูนเนอร์นั่นเอง fortuner...ขับไปเพิ่งดวงเบรคไป อิอิ) เป็นข้อความที่คุณปรีชาโพสในพันทิพย์นะคับ เห็นมีประโยชน์ยังไงก้ออ่านดูละกาน
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คุณปราณและทีมงานในคลับทุกท่านที่ทุ่มเทในการทดสอบเบรคในวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว น่าจะเป็นทางบริษัทรถของน้องจูน ออกมาชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่า โดยส่วนตัวแล้ว ผมขอบคุณ คุณปราณมากๆ ที่เสียสละในการประสานงานเรื่องสถานที่ และนำเสนอปัญหาเรื่องเบรคแก่ทางบริษัทรถดังกล่าว นับได้ว่าเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาเรื่องเบรค ต้องขอขอบคุณมาใน ณ ที่นี้ด้วย ผมมีเอกสารซึ่งได้แจกให้เพื่อนๆที่ไปร่วมทดสอบเบรคในวันเสาร์ที่ผ่านมา เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ แก่เพื่อนในคลับท่านอื่นๆอีก จึงขอให้เพื่อนๆ ศึกษาและทำความเข้าใจในการที่จะ "เบรคอย่างไรให้ระยะเบรคสั้นที่สุด"
"เบรคด้วยเบรค" ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า รถที่เบรคดี คือรถที่สามารถชะลอความเร็วจากความเร็วหนึ่งมาสู่ความเร็วหนึ่งได้เร็ว ส่วนระบบเบรคที่ดี คือ ระบบเบรคที่สามารถ เปลี่ยนพลังงานจลน์เป็นพลังงานความร้อนได้เร็ว และต้องสามารถคงและทนต่อสภาพอุณหภูมิที่สูงและช่วงอุณหภูมิที่กว้างได้นาน ดังนั้นรถที่เบรคดี กับระบบเบรคที่ดีมันเป็นคนละเรื่องกัน(เช่น ระบบเบรคติดรถของน้องจูนที่อาจจะมีไม่ดีแต่รถนั้นสามารถชลอความเร็วได้เร็วหรือหยุดได้เร็ว อันเนื่องมากจากการใช้ขนาดยางที่กว้างทำให้มีพื้นที่ผิวสัมผัสกับผิวถนนมากขึ้นจึงทำให้เกิดแรงเสียดทานระหว่างยางกับผิวถนนจึงทำให้รถหยุดได้เร็วขึ้นและระยะทางในการหยุดสั้นลง ดังจะเห็นได้จากรถคนสุดท้ายที่ทดสอบซึ่งใช้ขนาดยางกว้างถึง 285/35 และเปลี่ยนผ้าเบรคใหม่เมื่อนำมาทดสอบการเบรคได้ระยะเบรค 30.4 ม. ในครั้งที่ 1 และ 31.5 ม. ในครั้งที่ 2 ซึ่งจากระยะเบรคที่สั้นขึ้นนั้นสามารถเทียบเท่ากับรถที่มีการเปลี่ยนแปลงดิสเบรคหน้าและดิสเบรคหลังที่ 4 ล้ออันเนื่องมาจากแรงเสียดทานระหว่างยางกับผิวถนนที่มากขึ้นจึงทำให้รถหยุดได้เร็วขึ้นนั้นเอง) นอกจากนั้นคนขับรถที่เบรคดี ก็คือคนขับที่สามารถควบคุมรถให้สามารถหน่วงความเร็วลงมาได้เร็ว โดยที่รถมีความเสียหายน้อยที่สุด การเบรคด้วยเบรค คือ การเบรคโดยไม่ให้ยางเกิดอาการลื่นไถล นั้นคือการที่เมื่อเหยียบเบรคผ้าเบรคจะเสียดสีกับจานเบรคเพื่อเปลี่ยนพลังงานจลน์เป็นพลังงานความร้อน ส่วนยางนั้นเมื่อไม่เลื่อนไถลก็หมายความว่า จะไม่เกิดการเสียดสีกับผิวจึงไม่มีการเปลี่ยนพลังงาน “เบรคด้วยยาง” การเบรคด้วยยางคือ การที่ใช้ยางชะลอความเร็วเพียงอย่างเดียว เกิดขึ้นได้ด้วยการ“กระทึบ” เบรคอย่างแรง จนล้อล๊อคในทันทีทันใด เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็หมายความว่า ระบบเบรคจะไม่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงพลังจลน์เป็นพลังงานความร้อน (เพราะผ้าเบรคกับจานเบรคไม่มีการเสียดสี) แต่เมื่อล้อล๊อคแล้วก็ไม่ใช่ว่ารถจะหยุด รถลื่นไถลไปต่อ (เพราะแรงเสียดทานระหว่างผ้าเบรคกับจานเบรค มีมากกว่าแรงเสียดทานระหว่างยางกับผิวถนน) ยางจึงไถล(เสียดสี)ไปบนผิวถนน เมื่อยางเสียดสีกับผิวถนนก็หมายความว่ายางจะเป็นตัวเปลี่ยนพลังงานจลน์เป็นพลังงานความร้อนและพลังงานที่ใช้ในการทำให้ยางสึกอย่างไรก็ตามในสภาพความเป็นจริงแล้วควรจะใช้ทั้งเบรคและยางในการเบรคแต่จะเป็นอัตราส่วนเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับตัวรถ สภาพพื้นผิวถนนและสถานการณ์ “ผ้าเบรคที่ดีคืออะไร” ผ้าเบรคที่ดีนั้นคือ ผ้าเบรคที่คงสัมประสิทธิแรงเสียดทานสูงได้ในช่วงอุณหภูมิที่กว้างและสูงโดยที่เนื้อผ้าเบรคไม่มีการแตกร้าวหรือร่อน และยังคงสภาพเดิมได้ในทุกช่วงอุณหภูมิที่กว้างและสูง ซึ่งจากเหตุผลดังกล่าว น่าจะสอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับรถน้องจูนในกรณีที่เบรคจนผ้าเบรคร้อนแล้วรถมีอาการเบรคทื่อลื่นไถลไปต่อได้ ซึ่งอาจมีผลมาจากกระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานทำให้มี “อากาศ” หลงเหลืออยู่ในเนื้อผ้าเบรค เมื่อผ้าเบรคมีความร้อนเกิดขึ้นอากาศที่อยู่ในผ้าเบรคนั้นก็ขยายตัวทำให้ผ้าเบรคร้าวได้และเมื่อคนขับเหยียบเบรคปกติในขณะเบรคอาจจะรู้สึกว่าเบรคมีการยุบตัวและรู้สึกถึงอาการเลื่อนไถลของตัวรถจึงต้องย้ำเบรคหนักขึ้น รถจึงหยุดลง ซึ่งตรงนี้ผมได้รับคำอธิบายจากเพื่อน ๆ ในคลับที่มีความรู้เกี่ยวกับการผลิตเบรคอย่างดี ต้องขอขอบคุณมานะที่นี้ ส่วนเรื่องการวิเคราะห์ถึงปัญหาที่อาจจะมาจากผ้าเบรคร้าวคงได้รับคำวิเคราะห์อย่างละเอียดจากคุณ Mamos ต่อไป ซึ่งโดยส่วนตัวผมแล้วประสบกับปัญหาผ้าเบรคบวมหรือร้าว ตั้งแต่ไม่ถึง 10,000 กิโลเมตรในครั้งแรก ผ้าเบรคร่อนออกมาจนเหลือแต่เหล็ก และครั้งที่ 2 ก็พบว่าผ้าเบรคร้าว หลังจากใช้ไป 10,000 กิโลเมตรอีกครั้ง ซึ่งขณะที่ใช้อยู่นี้ได้ทำการเปลี่ยนผ้าเบรคใหม่เป็นครั้งที่ 3 ทั้งที่รถวิ่งแค่ 21,000 กิโลเมตร โดยไม่ใช้ผ้าเบรคของบริษัทผู้ผลิต และเปลี่ยนผ้าเบรคยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งทำให้ระยะเบรคสั้นลงและความรู้สึกอาการเบรคทื่อและลื่นไถลได้หมดไป “แค่เกือบล๊อค” น่าจะดีที่สุด จากทั้งหมดจะสรุปได้ว่า ถ้าจะเบรคให้ได้ระยะทางและระยะเวลาสั้นนั้น ควรจะใช้ทั้งยางและเบรคในการเบรค ซึ่งหมายความว่า เบรคให้แรงจนล้อเกือบจะล๊อคนั้นเองซึ่งจะส่งผลให้ยางลื่นไถลเล็กน้อย (ไม่ไถล 100 %) แต่เปอร์เซ็นต์ในการไถลของยางนั้นจะเป็นเท่าใดก็ยอมขึ้นอยู่กับคุณภาพของยางซึ่งหมายถึงปริมาณแรงเสียดทานระหว่างยางกับผิวถนน เมื่อได้จุดพอดีแล้ว จุดนี้แหละคือจุดที่เราสามารถชะลอความเร็วได้มากที่สุด แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทักษะในการเบรคของแค่ละคนรวมถึงสภาพถนนและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผมคิดว่า ปัญหาเรื่องเบรคที่ไม่ค่อยอยู่นี้ กำลังจะคลีคลายลงในระยะเวลาอันใกล้นี้แต่ทั้งนี้ผมขอบอกถึงบริษัทผู้ผลิตรถของน้องจูน ให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม( หากไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถก็ควรนึกถึงเด็กนักเรียนข้ามถนนบ้างว่าจะเกิดอันตรายแค่ไหน หากผ้าเบรคของน้องจูนมีปัญหาทำให้เบรคไม่อยู่) ผมขอคัดลอก นโยบายของบริษัทท่านมาเปิดเผยให้เพื่อน ๆ ซึ่งคงได้รับเหมือนผมที่ว่า “บริษัทฯ มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยสูงสุด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ภายใต้นโยบาย “ความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง” และ “ลูกค้า คือคนสำคัญที่สุด” ซึ่งส่วนตัว ผมคิดว่า บริษัทและพนักงานของท่านกลับทำตรงกันข้ามกับนโยบายของบริษัทที่ท่านให้ไว้แก่ผู้ซื้อรถบริษัทของท่าน ทั้งนี้ผมคิดว่าท่านน่าจะออกมาชี้แจงถึงปัญหาเรื่องผ้าเบรคทีเกิดขึ้นโดยด่วน ด้วยความห่วงใย และตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้รถของเพื่อน ๆ ทุกคนในคลับ ปรีชา จากคุณ Preecha [ xxx11.5.28 ] เมื่อวันที่ 27 กันยายน 48 เวลา 16:43:49 Comments (7)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://tar-ta.spaces.live.com/blog/cns!273A8B929F877891!145.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|